วิทยุสื่อสาร การเปลี่ยนแปลงกฎหมายในปัจจุบัน

วิทยุสื่อสาร การเปลี่ยนแปลงกฎหมายในปัจจุบัน

วิทยุสื่อสาร กฎหมายที่กำหนดไว้และส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ด้วยเรื่องของการใช้งานวิทยุภายในประเทศไทย โดยกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้ คลื่นความถี่วิทยุสื่อสารที่กฎหมายอนุญาตให้ประชาชนสามารถใช้งานได้ คือความถี่วิทยุซีบี 78 MHz กับ 245 MHz โดยรัฐจะไม่ให้ความคุ้มครองจากการรบกวน ซึ่งหากเกิดปัญหาการใช้งานหรือการรบกวนขึ้นประชาชนต้องทำการแก้ไขเอง แต่ถ้าหากเกิดปัญหารบกวนไปยังความถี่อื่นๆ รัฐสามารถออกคำสั่งให้แก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ทันที และหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ รัฐสามารถยกเลิกการอนุญาตใช้วิทยุสื่อสารซีบีได้เช่นกัน ดังนั้นประชาชนจะต้องช่วยกันรับผิดชอบความถี่ของส่วนรวม ให้อยู่ภายใต้กฎหมายและช่วยกันสอดส่องดูแลเพื่อให้สามารถใช้งานอย่างมีประโยชน์ได้ตลอดไป ซึ่งกฎในการใช้งานความถี่นี้คือจะไม่สามารถถูกยึดครองเป็นของบุคคลใดได้เพียงผู้เดียว เพราะทุกคนมีสิทธิ์ใช้งานเท่ากัน แต่ก็ไม่ควรขัดจังหวะในระหว่างที่ผู้อื่นกำลังประสานงานอยู่ด้วยเช่นกัน การรับ-ส่งสัญญาณต่างความถี่กัน หรือที่เรียกกันว่า Duplex และการใช้งานแบบสถานีทวนสัญญาณหรือที่เรียกกันว่า Repeater นั้นถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน สำหรับการใช้งานวิทยุช่องย่อย หรือ DTMF CTCSS DTS ฯลฯ เป็นการติดต่อสื่อสารกันเฉพาะในกลุ่มบุคคลแต่ไม่ได้ถูกเก็บเป็นความลับ เพียงแค่กลุ่มผู้ใช้งานที่เข้ารหัสช่องย่อยจะไม่สามารถได้ยินเสียงผู้อื่น คล้ายกับการปิดหูตนเองไว้โดยหากเปิดช่องไว้ก็จะสามารถได้ยินเฉพาะพวกเดียวกัน แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีการเข้ารหัสช่องย่อยไว้ก็จะไม่สามารถได้ยินผู้ที่ใช้การเข้ารหัสช่องย่อยความถี่นั้น และยังได้ยินผู้ที่ใช้งานช่องย่อยอื่นๆ ที่ไม่ได้เข้ารหัสด้วยเช่นกัน ในส่วนนี้อาจจะเกิดการรบกวนบุคคลอื่นที่ไม่ได้ใช้งานช่องย่อยโดยที่ไม่รู้ตัว แต่หากทุกคนที่ใช้งานช่องความถี่มีการใช้งานช่องย่อยทั้งหมด ก็จะไม่ทำให้เกิดปัญหาการรบกวนกันเอง เพราะฉะนั้นการใช้งานวิทยุสื่อสารส่วนมาก จึงนิยมการกำหนดช่วงของความถี่เพื่อใช้งานช่องย่อยกันโดยเฉพาะ การซื้อวิทยุสื่อสาร จะต้องมีการขอใบอนุญาตจากกรมไปรษณีย์โทรเลขในการใช้งานตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการขอใบอนุญาตนั้น จะต้องมีค่าใช้จ่ายประมาณ 535…

Continue reading

สมอเรือและคำเรียกของชาวเรือ

สมอเรือและคำเรียกของชาวเรือ

  เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า เรือทุกลำนั้นจำเป็นจะต้องมีสมอเรือเพื่อช่วยในการจอดเรือให้หยุดอยู่กับที่ ไม่ว่าจะเป็นการจอดเรือเพื่อดำน้ำ ตกปลา หรือว่ายน้ำเล่น เรือทุกลำที่จอดจะต้องทอดสมอก่อนจอดเรือ เพื่อให้เรือสามารถลอยลำอยู่กับที่ได้อย่างมั่นคง ซึ่งหมายถึงเรือในแม่น้ำทั่วไปและเรือในทะเลทุกขนาด คำเรียกของชาวเรือ ทอดสมอ  คือการโยนสมอเรือซึ่งทำจากเหล็กที่หนักมากและมีเชือกผูกไว้ลงไปในน้ำ สมอกิน  หมายถึงสมอที่มีขนาดและน้ำหนักที่เหมาะสม เมื่อโยนลงน้ำจะติดพื้นดินหรือพื้นทรายในทะเล สมอติด  เป็นลักษณะของสมอเรือที่โยนลงน้ำแล้วสมอดันไปติดอยู่กับหิน และไม่สามารถดึงขึ้นมาจากน้ำได้ สมอเกา  คือเมื่อเราโยนสมอลงไปในน้ำ แต่สมอไม่สามารถยึดกับพื้นเพื่อให้เรือหยุดอยู่นิ่งๆได้   การใช้สมอเรือแต่ละแบบ สมอเรือบางแบบจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานที่ที่เราจะใช้เรือ ยกตัวอย่างเช่น แม่น้ำ เขื่อน และทะเล ซึ่งสมอบางแบบนั้นไม่สามารถนำไปใช้กับเรือภายในเขื่อนได้ เนื่องจากใต้พื้นน้ำของเขื่อนจะมีซากต้นไม้ใหญ่ที่ตายแล้วอยู่เป็นจำนวนมากมาย และการใช้สมอผิดประเภทจะทำให้สมอของคุณติดอยู่กับซากไม้ใหญ่จนต้องตัดเชือกและทิ้งสมอไป ซึ่งสำหรับเขื่อนนั้นสามารถใช้หินก้อนใหญ่แทนสมอเพื่อถ่วงเรือไว้ก็พอแล้ว ดังนั้นสมอที่มีลักษณะเป็นเส้นโค้งๆ และสามารถง้างออกได้ในเวลาที่สมอเรือเข้าไปติดกับหิน หรือซากต้นไม้ใหญ่จนไม่สามารถดึงกลับมาได้ จึงเหมาะสำหรับสถานที่ที่มีเศษซากหินเป็นจำนวนมาก เทคนิคการแก้ปัญหาเมื่อสมอเรือติดหิน การจอดเรือในระดับน้ำที่ลึกไม่เกิน 10 เมตร ส่วนมากจะไม่พบปัญหาเรื่องสมอเรือติดกับหิน แต่สำหรับการจอดเรือในระดับน้ำที่ลึกมากกว่าสิบเมตร มักจะพบว่าสมอเข้าไปติดกับหินจนไม่สามารถดึงกลับมาได้ ซึ่งเทคนิคในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวก็คือ การนำสายสมอไปผูกตรงยูโบ๊ททางท้ายเรือ หรือดึงเชือกไปทางซ้ายบ้างและดึงไปทางขวาบ้าง แต่สำหรับในกรณีที่ขณะนั้นมีกระแสลมและน้ำที่ไหลแรง แนะนำว่าควรตัดเชือกแล้วผูกเชือกไว้กับทุ่นหรือเสื้อชูชีพแทน แล้วค่อยมาเก็บสมอเรือในช่วงที่มีกระแสน้ำเป็นปกติแล้วจึงจะปลอดภัยที่สุด  

Continue reading